🎓 หลักสูตรฝึกอบรม · 18 โมดูล

AI for Healthcare อย่างมืออาชีพ: Decision-Support ที่ปลอดภัย ไม่ใช่ Diagnosis

หลักสูตรใช้ AI ในงานคลินิก การพยาบาล งานบริหารโรงพยาบาล งานวิจัย และงานสื่อสารกับผู้ป่วยอย่างปลอดภัย ใช้หลักง่าย ๆ ว่า AI เป็นแค่เครื่องมือช่วยคิดช่วยตัดสินใจ ที่ต้องมีบุคลากรทางการแพทย์คอยดูแลเสมอ ไม่ใช่ตัววินิจฉัยหรือตัดสินใจแทนเองทั้งหมด

🧩 3 ระดับ🛠 เน้นลงมือทำ🇹🇭 ภาษาไทย
ภาพประกอบหลักสูตร AI for Healthcare
จุดเด่นของแพลตฟอร์ม

AI for Healthcare เก่งเรื่องอะไร

AI ช่วยคิด ไม่ใช่ตัดสินใจแทน (decision-support ไม่ใช่ diagnosis) คือหัวใจของทุกบท

ทุกตัวอย่างในหลักสูตรยึดหลักเดียวกัน คือ AI แค่ช่วยร่างหรือหาข้อมูลมาให้เราคิดต่อ ไม่ใช่มาวินิจฉัยแทนคน สุดท้ายหมอหรือพยาบาลก็ยังต้องเป็นคนตรวจ แก้ และเซ็นชื่อรับผิดชอบเองอยู่ดี

🧩

อ้างอิงเครื่องมือและกฎของจริงในปี 2025-2026

เราพูดถึงเครื่องมือที่มีอยู่จริงอย่าง Abridge, Dragon Copilot, OpenEvidence, CodaMetrix, NHS AI-Assisted Discharge และอ้างกฎอย่าง HIPAA, PDPA, อย., FDA, EU AI Act, WHO ตามข้อเท็จจริง ไม่ได้แต่งฟีเจอร์ขึ้นมาเอง

⚙️

เจาะลึกเรื่อง AI มั่วข้อมูล (hallucination) ที่อันตรายถึงชีวิต

ยกงานวิจัยแบบตั้งใจหลอกโมเดล (adversarial) ปี 2025 ที่พบว่า AI มั่วสูงถึง 50-83%, เรื่องการเชื่อ AI มากเกินไป (automation bias), การที่ทักษะคนถดถอยเพราะพึ่ง AI (deskilling) และวิธีลดความเสี่ยงที่รวบรวมมาจากงานวิจัยทบทวนอย่างเป็นระบบ (systematic review)

🚀

ดูแลความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ป่วย ครบทั้งกฎไทยและกฎสหรัฐฯ

มีให้ครบทั้งฝั่งสหรัฐฯ อย่าง HIPAA และสัญญาคุ้มครองข้อมูล (BAA) และฝั่งไทยอย่าง PDPA มาตรา 34 กับ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 7 พร้อมเล่าถึงข้อจำกัดที่โรงพยาบาลไทยเจอจริง

📚

กฎการกำกับซอฟต์แวร์ที่เป็นเครื่องมือแพทย์ (SaMD) ทั้งของไทยและต่างประเทศ ฉบับล่าสุด

รวมแนวทางของ อย. เรื่อง SaMD และ AI (มิ.ย.-ต.ค. 2024), เรื่องรหัสประจำเครื่องมือแพทย์ (UDI) สำหรับ SaMD (20 มิ.ย. 2026), แนวทาง FDA เรื่อง CDS กับ PCCP และ EU AI Act

เส้นทางการเรียนรู้

สามระดับ · เป้าหมายเดียว

เลือกจุดเริ่มที่เหมาะกับตัวเอง แล้วค่อย ๆ ไต่ขึ้นทีละขั้น

ระดับ 1 6 โมดูล

พื้นฐาน AI ที่ปลอดภัยสำหรับงานสุขภาพ

เข้าใจว่า AI ช่วยอะไรได้ ห้ามทำอะไร และทำไมต้องมีคนคอยตรวจสอบเสมอ (human oversight) · 12-16 ชั่วโมง

ภาพรวม AI for Healthcare ปี 2025-2026 และหลักที่ว่า AI ช่วยคิดไม่ใช่ตัดสินใจแทน; เรื่อง AI มั่วข้อมูล (hallucination) ในงานแพทย์ ที่เสี่ยงถึงชีวิต; ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ป่วยเบื้องต้น ทั้งข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล (PHI), HIPAA และ PDPA; และการวางงานให้มีคนคอยกำกับทุกขั้น (human-in-the-loop) เวลาเขียนโน้ตและร่างเอกสาร …

เข้าสู่บทเรียน →
ระดับ 2 6 โมดูล

ออกแบบขั้นตอนการทำงานของ AI ในคลินิกให้ปลอดภัยและถูกกฎ

วางขั้นตอนการทำงาน (workflow) ให้มีคนคอยกำกับทุกจุด จัดการข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล (PHI) และการลบข้อมูลระบุตัวตน (de-identification) พร้อมเลือกแพ็กเกจ (SKU) ให้ถูกต้อง · 16-20 ชั่วโมง

เลือกเครื่องมือช่วยจดบันทึกจากบทสนทนา (ambient documentation) และวางขั้นตอนการทำงาน; การลบข้อมูลระบุตัวตน ทั้งวิธี Safe Harbor, Expert Determination และความเสี่ยงที่ข้อมูลจะถูกโยงกลับไปหาคนได้ (re-identification); เลือกแพ็กเกจให้ถูก โดยดูสัญญาคุ้มครองข้อมูล (BAA) และระดับบริการ (tier) ที่รองรับข้อมูลผู้ป่วย; และร่างจดหมายจำหน่ายผู้ป่วยกับจดหมายส่งต่ออย่างปลอดภัย …

เข้าสู่บทเรียน →
ระดับ 3 6 โมดูล

การวางกติกากำกับดูแล AI, การกำกับ SaMD และจริยธรรมระดับองค์กร

วางนโยบาย ประเมินความเสี่ยง กำกับซอฟต์แวร์ที่เป็นเครื่องมือแพทย์ (SaMD) และตัดสินได้ว่าเมื่อไหร่ห้ามนำ AI มาใช้จริง (deploy) · 20-24 ชั่วโมง

กติกากำกับ SaMD กับระบบช่วยตัดสินใจทางคลินิก (CDS) ของ FDA และเส้นแบ่งว่าอะไรนับเป็นเครื่องมือแพทย์ (device); การกำกับ SaMD ในไทย ทั้งเรื่อง อย., รหัสประจำเครื่องมือแพทย์ (UDI) และกฎเรื่องภาษา; EU AI Act และกรอบจริยธรรมของ WHO; การวางกติกากำกับดูแล AI ในองค์กร ทั้งการวิเคราะห์ความเสี่ยง (risk analysis), การตรวจสอบย้อนหลัง (audit) และการเฝ้าติดตาม (monitoring) …

เข้าสู่บทเรียน →
💼

ตัวอย่างการใช้ AI อย่างปลอดภัยในงานคลินิกและงานบริหาร (พร้อมคำเตือนแบบเข้ม ๆ)

รวมตัวอย่างการใช้งานจริงปี 2025-2026 ที่ AI ช่วยได้อย่างปลอดภัย ทุกตัวอย่างยึดหลักว่า AI ช่วยคิด ไม่ตัดสินใจแทนคน

🔒

ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ป่วย: HIPAA, PDPA, พ.ร.บ.สุขภาพ และการลบข้อมูลระบุตัวตน (de-identification)

การปกป้องข้อมูลผู้ป่วยคือเงื่อนไขพื้นฐานที่ต้องทำก่อนใช้ AI อย่างปลอดภัย หน้านี้รวมไว้ครบทั้งกฎฝั่งสหรัฐฯ และกฎของไทย

⚖️

จริยธรรม ความปลอดภัย ความรับผิด และตอนไหนที่ห้ามใช้ AI

หน้านี้รวมเส้นแบ่งที่ห้ามข้ามด้านจริยธรรม ความปลอดภัย และกฎหมายของทั้งหลักสูตร ย้ำอีกครั้งว่า AI เป็นแค่ตัวช่วยคิด ไม่ใช่ตัวตัดสินใจแทนคน

กลุ่มเป้าหมาย

หลักสูตรนี้เหมาะกับใคร

ระดับกลุ่มเป้าหมายความคาดหวังหลังเรียน
Foundationแพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ และเจ้าหน้าที่สายสนับสนุนที่เพิ่งเริ่มใช้ AI ยังไม่ค่อยมั่นใจเรื่องความปลอดภัยและการดูแลข้อมูลผู้ป่วยใช้ AI ช่วยงานเอกสารและช่วยค้นหลักฐานที่ไม่มีข้อมูลผู้ป่วย (PHI) ได้อย่างปลอดภัย รู้ว่าตอนไหนห้ามใช้ และจับได้เบื้องต้นเวลา AI มั่วข้อมูล (hallucination)
Intermediateแพทย์หรือพยาบาลที่ใช้ AI เป็นประจำ หัวหน้าหน่วยงาน คนที่ดูแลเวชระเบียน งานลงรหัสและเรียกเก็บเงิน และทีม IT ของคลินิกที่ต้องวางขั้นตอนการทำงานให้ปลอดภัยออกแบบขั้นตอนการทำงานที่มีคนคอยกำกับทุกจุด (human-in-the-loop) สำหรับผู้ช่วยจดบันทึกอัตโนมัติ (ambient scribe), การสรุปงานวิจัย (evidence synthesis) และการร่างจดหมายจำหน่ายผู้ป่วย พร้อมมาตรการดูแลข้อมูลผู้ป่วย (PHI) และการลบข้อมูลระบุตัวตน (de-identification)
Advancedผู้บริหารสารสนเทศทางการแพทย์ (CMIO), ผู้บริหารโรงพยาบาล, เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล (DPO), ทีมหรือคณะกรรมการกำกับดูแล AI และคนที่ต้องจัดซื้อหรือประเมินเครื่องมือ SaMDวางนโยบายกำกับดูแล AI (AI governance) ระดับองค์กร ประเมินความเสี่ยงตาม HIPAA, PDPA, อย., FDA และ EU AI Act พร้อมตรวจสัญญาคุ้มครองข้อมูล (BAA) ของแต่ละแพ็กเกจ (SKU) ก่อนจัดซื้อ
ผลลัพธ์การเรียนรู้

เมื่อจบทั้งสามระดับ คุณจะสามารถ…

1

แยกออกว่างานไหนใช้ AI ได้อย่างปลอดภัย เช่น การให้ AI ช่วยจดบันทึกจากบทสนทนา (ambient documentation), การสรุปงานวิจัย (evidence synthesis) และการร่างเอกสาร ส่วนงานไหนห้ามให้ AI ทำเองแบบอัตโนมัติ เช่น การวินิจฉัย หรือการคัดกรองผู้ป่วยแบบไม่มีคนกำกับ (triage) โดยยึดหลักว่า AI ช่วยคิด ไม่ใช่ตัดสินใจแทนคน

2

ประเมินและคุมความเสี่ยงที่ AI จะมั่วข้อมูล (hallucination) ในงานแพทย์ ซึ่งงานวิจัยปี 2025 พบว่ามั่วสูงถึง 50-83% เมื่อทดสอบด้วยเคสตัวอย่างที่จงใจดัดแปลง (vignette) และเข้าใจว่าทำไมทุกอย่างที่ AI ตอบออกมาแล้วมีผลกับการรักษา ถึงต้องให้คนตรวจสอบก่อนเสมอ (human verification)

3

ปกป้องข้อมูลผู้ป่วยตาม HIPAA (สหรัฐฯ), PDPA พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 (ไทย) รวมถึงรู้วิธีลบข้อมูลระบุตัวตน (de-identification) และเลือกเครื่องมือที่มีสัญญาคุ้มครองข้อมูล (BAA) รองรับข้อมูลผู้ป่วย (PHI)

4

ใช้เครื่องมือของจริงในปี 2025-2026 อย่างถูกวิธี เช่น Abridge, Microsoft Dragon Copilot, OpenEvidence, CodaMetrix โดยให้ผลลัพธ์อยู่ในสถานะ "ร่างไว้ให้คนตรวจก่อน" (draft-for-review) และมีคนคอยกำกับทุกขั้น (human-in-the-loop)

5

เข้าใจกติกาการกำกับซอฟต์แวร์ที่เป็นเครื่องมือแพทย์ (SaMD) และระบบช่วยตัดสินใจทางคลินิก (CDS) ของ FDA (สหรัฐฯ), อย. (Thai FDA), แพทยสภา และ EU AI Act เพื่อจะได้ไม่นำเครื่องมือวินิจฉัยที่เข้าข่ายเป็นเครื่องมือแพทย์ (medical device) มาใช้จริง (deploy) ทั้งที่ยังไม่ได้รับอนุมัติ

6

วางกติกากำกับดูแล AI (governance) ภายในองค์กร ทั้งการวิเคราะห์ความเสี่ยง (risk analysis) ที่รวม AI เข้าไปด้วย, การเก็บบันทึกการใช้งานย้อนหลัง (audit log), การทดสอบว่าเครื่องมือทำงานได้จริงในพื้นที่ของเราเอง (validate), การเฝ้าดูไม่ให้ AI เพี้ยนไปตามกาลเวลา (monitoring for drift) และการบอกผู้ป่วยตามตรงว่ามีการใช้ AI

7

เขียนคำสั่งให้ AI (prompt) และตรวจสิ่งที่ AI ตอบออกมาเป็นภาษาไทย เพื่อทำสื่อให้ผู้ป่วยอ่านเข้าใจง่ายตามระดับความรู้เรื่องสุขภาพของแต่ละคน (health literacy) โดยต้องผ่านการตรวจของบุคลากรทางการแพทย์ก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง