🎓 หลักสูตรฝึกอบรม · 18 โมดูล

AI Coding อย่างมืออาชีพ: ตั้งแต่ Vibe Coding ถึง Agentic Engineering

คอร์สที่ได้ลงมือทำจริง สอนให้คุณสั่งงาน AI ให้เขียนโค้ดแบบมีระเบียบ ตรวจงานที่มันทำมาเป็น และส่งมอบซอฟต์แวร์ที่ปลอดภัยใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่ 'ดูเหมือนจะทำงานได้'

🧩 3 ระดับ🛠 เน้นลงมือทำ🇹🇭 ภาษาไทย
ภาพประกอบหลักสูตร AI Coding
จุดเด่นของแพลตฟอร์ม

คอร์สนี้ดีตรงไหน

อิงของจริงปี 2025-2026

เนื้อหาอ้างชื่อเครื่องมือ ฟีเจอร์ และแพ็กเกจราคา (pricing tier) ตามที่เป็นจริง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ๆ เช่น Windsurf ที่กลายมาเป็น Devin Desktop และการที่ Cursor กับ Copilot หันมาคิดเงินตามการใช้งานจริงแบบนับเครดิต (usage-based/credit)

🧩

เน้นความปลอดภัย (security) ทุกบท

สอนจากข้อมูลจริงว่าโค้ดที่ AI เขียนมีปัญหาโดยรวมมากกว่าโค้ดที่คนเขียนราว 1.7 เท่า (ข้อมูลจาก CodeRabbit) และไลบรารีที่มันแนะนำให้ใช้ (package reference) ราว 19.7% เป็นของที่ไม่มีอยู่จริง ซึ่งเปิดช่องให้คนไม่หวังดีเอามาหลอกได้ (slopsquatting) พร้อมบอกวิธีป้องกันเป็นขั้นเป็นตอน

⚙️

ไม่ใช่แค่ป้อนคำสั่ง แต่จัดการข้อมูลรอบตัว AI

เน้นทักษะที่กำลังมาแรงในปี 2026 คือการดูแลข้อมูลแวดล้อมทั้งหมดที่ AI (agent) ต้องใช้ ทั้งสเปกงาน กฎกติกา และเอกสารประกอบ ซึ่งเรียกว่าการจัดการบริบท (context engineering) โดยเริ่มจากการเขียนสเปกให้ชัดก่อนแล้วค่อยให้ AI ลงมือ (spec-driven development) พร้อมใช้เครื่องมือจริงอย่าง GitHub Spec Kit, Kiro และ Cursor Plan Mode

🚀

เข้ากับบริบทไทยและภาษาไทย

สอนแนวทางแบบผสม (hybrid) ที่ทำมาเพื่อทีมไทยโดยเฉพาะ คือใช้โมเดลภาษาไทย (ThaiLLM) อย่าง OpenThaiGPT, Pathumma, Typhoon และ THaLLE ที่รันบนระบบ ThaiSC สำหรับงานภาษาไทยและงานที่ข้อมูลต้องเก็บในไทย (data residency) ควบคู่กับโมเดลระดับท็อป (frontier model) สำหรับเขียนโค้ด

📚

วัดผลเป็น ไม่หลงตัวเลขสวย ๆ

สอนให้อ่านหลักฐานเป็น ไม่เชื่อตัวเลขง่าย ๆ เช่น งานทดลอง METR RCT ที่พบว่านักพัฒนา (dev) ทำงานช้าลงราว 19% เมื่อทำบนโปรเจกต์ใหญ่ที่ตัวเองคุ้นเคยอยู่แล้ว แต่กลับช่วยได้เยอะกับงานที่เริ่มจากศูนย์ (greenfield) พร้อมเตือนว่าคะแนนทดสอบ (benchmark) จากคนละเครื่องมือเอามาเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้

🎯

ได้ลงมือทำจริงทุกระดับ

ทุกบทมีตัวอย่างคำสั่ง (prompt) และไฟล์ตั้งค่า (config) จริงที่ใช้กับเครื่องมือนั้น ๆ พร้อมโปรเจกต์เล็ก ๆ ให้ฝึก (mini-project) และโปรเจกต์ปิดท้าย (capstone) ที่ทำเสร็จแล้วส่งมอบเป็นผลงานได้จริง

เส้นทางการเรียนรู้

สามระดับ · หนึ่งเป้าหมาย

เลือกจุดเริ่มที่ใช่สำหรับคุณ แล้วค่อย ๆ ไต่ขึ้นทีละขั้น

ระดับ 1 6 โมดูล

เข้าใจ AI Coding และสร้างแอปแรกด้วยการพิมพ์สั่ง (Prompt-to-App)

สำหรับคนที่ไม่เคยเขียนโค้ดและมือใหม่ ปูพื้นให้เห็นภาพรวมเครื่องมือ แนวคิดสำคัญ และการสร้างต้นแบบแอปจริงด้วย v0, Bolt, Lovable หรือ Replit อย่างปลอดภัย · 18-22 ชั่วโมง

ภาพรวม AI Coding ปี 2025-2026; สามโหมดการทำงาน: แทรกโค้ดให้อัตโนมัติ (Inline), คุยถาม (Chat), สั่งให้ทำเองทั้งงาน (Agent); ต่างกันอย่างไรระหว่างเขียนโค้ดแบบตามใจ (Vibe Coding) กับแบบมีวินัย (Agentic Engineering); สร้างแอปแรกด้วยการพิมพ์สั่ง (Prompt-to-App) …

เข้าสู่บทเรียน →
ระดับ 2 6 โมดูล

เร่งงานจริงด้วยผู้ช่วย AI ในโปรแกรมเขียนโค้ด (IDE Agent) อย่างมีวินัย

สำหรับนักพัฒนา ใช้ Cursor, GitHub Copilot และ Claude Code กับโปรเจกต์จริง ด้วยการเขียนสเปกก่อนแล้วค่อยให้ AI ลงมือ (spec-driven development), การจัดการข้อมูลรอบตัว AI (context engineering), การต่อเครื่องมือเข้ากับ AI ผ่านมาตรฐาน MCP และการให้ AI ช่วยตรวจโค้ด (AI code review) · 24-30 ชั่วโมง

เจาะลึก Cursor, Copilot, Claude Code; การจัดการบริบท (Context Engineering) และไฟล์ AGENTS.md/CLAUDE.md; การเขียนสเปกก่อนลงมือ (Spec-Driven Development หรือ SDD); ใช้โหมดสั่งให้ AI ทำเองทั้งงาน (Agent Mode) บนโปรเจกต์จริง …

เข้าสู่บทเรียน →
ระดับ 3 6 โมดูล

ใช้ AI ทั้งทีมแบบมืออาชีพ (Agentic Engineering): ความปลอดภัย ต้นทุน และการวัดผล

สำหรับหัวหน้าทีมและนักพัฒนาอาวุโส (senior/lead) ออกแบบขั้นตอนการทำงาน (workflow) ให้ทั้งทีม วางด่านตรวจความปลอดภัยหลายชั้น (security gate) คุมต้นทุนเมื่อใช้ AI หลายตัวพร้อมกัน (multi-agent) และตัดสินใจบนหลักฐานจริง · 28-34 ชั่วโมง

ออกแบบขั้นตอนทำงานด้วย AI ทั้งทีม (Agentic Engineering Workflow); ความปลอดภัยของโค้ดที่ AI เขียน ทั้งภัยและวิธีตั้งรับ; ปัญหาไลบรารีปลอมที่ AI แนะนำ (Slopsquatting) กับความปลอดภัยของแหล่งที่มาโค้ด (Supply Chain); คุมต้นทุนเมื่อใช้ AI หลายตัวและค่าประมวลผล (Multi-Agent และ Token) …

เข้าสู่บทเรียน →
กลุ่มเป้าหมาย

หลักสูตรนี้เหมาะกับใคร

ระดับกลุ่มเป้าหมายความคาดหวังหลังเรียน
ระดับพื้นฐาน (Foundation)คนที่ไม่ได้เขียนโค้ดหรือเพิ่งเริ่มหัด รวมถึงผู้จัดการโปรเจกต์ (PM) นักออกแบบ และผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ ที่อยากสร้างต้นแบบแอปด้วยเครื่องมือพิมพ์สั่งแล้วได้แอป (prompt-to-app)สร้างแอปต้นแบบที่มีฐานข้อมูลและระบบล็อกอิน (auth) ได้ด้วย Lovable, v0, Bolt หรือ Replit และเข้าใจข้อจำกัดกับความเสี่ยงเบื้องต้นก่อนเอาไปใช้จริง
ระดับกลาง (Intermediate)นักพัฒนาที่มีพื้นฐานเขียนโค้ดอยู่แล้ว อยากทำงานจริงให้เร็วขึ้นด้วย Cursor, GitHub Copilot หรือ Claude Code และทำงานบนโปรเจกต์ที่มีโค้ดอยู่แล้วใช้โหมดสั่งให้ AI ทำเอง (agent mode) ทำงานทีละชิ้น (task) บนโปรเจกต์จริง เขียนสเปกและไฟล์กำหนดกฎ (rules files) เป็น ต่อเครื่องมือผ่านมาตรฐาน MCP และวางให้ AI ช่วยตรวจโค้ดเป็นด่านแรกก่อนที่คนจะตรวจอีกที (human review)
ระดับสูง (Advanced)นักพัฒนาอาวุโสและหัวหน้าทีม (senior/lead developer, tech lead) รวมถึงสถาปนิกระบบ ที่ต้องออกแบบขั้นตอนการทำงาน (workflow) ให้ทั้งทีม คุมความปลอดภัย คุมต้นทุน และวัดผลงานทีมแบบไม่หลงตัวเลขสวย ๆออกแบบขั้นตอนการทำงานด้วย AI ทั้งทีม (agentic engineering workflow) วางด่านตรวจความปลอดภัยหลายชั้น (security gate) ทั้งการสแกนโค้ด สแกนตอนรัน และสแกนไลบรารีที่ใช้ (SAST/DAST/SCA) คุมต้นทุนเมื่อใช้ AI หลายตัวพร้อมกัน (multi-agent) และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์บนหลักฐานจริง ไม่ใช่แค่คะแนนทดสอบ (benchmark)
ผลลัพธ์การเรียนรู้

เมื่อจบทั้งสามระดับ คุณจะสามารถ…

1

เลือกเครื่องมือ AI Coding ให้เหมาะกับงาน แยกออกว่าเมื่อไหร่ควรใช้ผู้ช่วย AI ในโปรแกรมเขียนโค้ด (IDE agent) อย่าง Cursor, Copilot, Claude Code และเมื่อไหร่ควรใช้แบบพิมพ์สั่งแล้วได้แอป (prompt-to-app) อย่าง v0, Bolt, Lovable, Replit

2

ใช้โหมดการทำงานทั้งสามแบบได้ถูกจังหวะกับงานแต่ละอย่าง ทั้งแบบแทรกโค้ดให้อัตโนมัติ (inline completions) แบบคุยถาม (chat) และแบบสั่งให้ AI ทำเองทั้งงาน (agent mode)

3

จัดการข้อมูลรอบตัว AI (context engineering) และเขียนสเปกก่อนให้ AI ลงมือ (spec-driven development) เป็น รวมถึงเขียนไฟล์ AGENTS.md/CLAUDE.md ด้วยมือให้กระชับและเชื่อถือได้

4

สั่งให้ AI ทำงานเองทีละชิ้น (agent mode) พร้อมบังคับให้มันแสดงหลักฐานว่าโค้ดผ่านการทดสอบจริง (test output) และคุมค่าประมวลผล (token) ไม่ให้บานปลาย

5

ตรวจทานโค้ดที่ AI เขียน (code review) ได้อย่างมีระบบ จับช่องโหว่ความปลอดภัย (security) ที่เจอบ่อย ทั้งการฝังสคริปต์ในหน้าเว็บ (XSS) การเจาะฐานข้อมูล (SQL injection) การเผลอเขียนรหัสลับไว้ในโค้ด (hardcoded secrets) และไลบรารีปลอมที่ AI แนะนำ (slopsquatting) ก่อนปล่อยขึ้นใช้งานจริง (production)

6

ต่อเครื่องมือภายนอกเข้ากับ AI ที่เขียนโค้ด (coding agent) ผ่านมาตรฐาน MCP อย่างปลอดภัย เข้าใจว่ามันกินค่าประมวลผล (token cost) แค่ไหน และความเสี่ยงจากคำอธิบายเครื่องมือ (tool description) ที่เชื่อถือไม่ได้

7

วางโครงสร้างระบบแบบผสม (hybrid) สำหรับทีมไทย ใช้โมเดลระดับท็อป (frontier model) เขียนโค้ด และใช้โมเดลภาษาไทย (ThaiLLM) สำหรับฟีเจอร์ภาษาไทยและงานประมวลผลภาษา (NLP) ที่ต้องคุมต้นทุน (cost) และเก็บข้อมูลไว้ในไทย (data residency)