เจาะลึก Cursor, Copilot, Claude Code
รู้ว่าแต่ละตัวทำอะไรได้จริง มีโหมดอะไรบ้าง และคิดเงินยังไง
🎯 สิ่งที่คุณจะทำได้หลังเรียนโมดูลนี้
- ใช้ฟีเจอร์หลัก ๆ ของ Cursor เป็น (Tab, Agent, Plan Mode, Background Agents)
- เข้าใจโหมดที่ AI ลงมือทำเอง (agent mode) และตัวช่วยเขียนโค้ดบนคลาวด์ (cloud coding agent) ของ GitHub Copilot
- เข้าใจผู้ช่วยย่อย (subagents), หน้าจอคุมงาน (Agent view), ไฟล์ความจำ CLAUDE.md ของ Claude Code และวิธีคิดเงินแบบเครดิต/ตามการใช้งาน
เนื้อหา
มาดูสามเครื่องมือหลักที่นักพัฒนาใช้กันแบบเจาะลึกทีละตัว เริ่มที่ Cursor ก่อน ตัวนี้มี Tab (คอยเดาว่า "จุดต่อไปที่เราน่าจะแก้" อยู่ตรงไหน ไม่ใช่แค่เดาคำถัดไป), Agent mode (โหมดที่ AI แก้ให้หลายไฟล์เองแบบอัตโนมัติ), Background/Cloud Agents (รันงานอยู่บนเครื่องข้างนอก ไม่กินเครื่องเรา), Plan Mode และยังต่อเข้ากับ MCP, rules, hooks ได้ ราคามีให้เลือกตั้งแต่ Hobby (ฟรี), Pro ($20), Pro+ ($60), Ultra ($200), Teams ($40/คน) พอถึง มิ.ย. 2025 เขาเปลี่ยนจากระบบ "500 fast requests" มาเป็นระบบเครดิตรวม (credit pool) ที่เท่ากับมูลค่าแพ็กเกจ โดยโหมด "Auto" ใช้ฟรีไม่กินเครดิต แต่ถ้าเราไปเลือกโมเดลตัวแพงเอง เครดิตก็จะโดนหักลง ต่อมาคือ GitHub Copilot ตัวนี้มีทั้งเติมโค้ดให้อัตโนมัติ, แชตถามตอบ, Agent mode (แก้ไฟล์ รันคำสั่งอย่าง npm install หรือ pytest แล้ววนแก้เองจนเสร็จ) และ cloud coding agent ที่เปิด PR ให้เองได้ ตอนนี้ Agent mode เปิดใช้เต็มรูปแบบ (GA) แล้วทั้งบน VS Code และ JetBrains ส่วนการคิดเงินจะคิดตามปริมาณที่ใช้จริงผ่าน GitHub AI Credits นับกันเป็น token สุดท้ายคือ Claude Code ตัวนี้เน้นสั่งงานผ่านหน้าจอพิมพ์คำสั่ง มีผู้ช่วยย่อย (subagents — ตั้งค่าในไฟล์ YAML แถมมี prompt กับเครื่องมือของตัวเองแยกกัน), สั่งให้ทำงานพร้อมกันหลายตัวได้, หน้าจอคุมงานที่รันอยู่เบื้องหลัง (Agent view), MCP, skills และไฟล์ความจำ CLAUDE.md เข้าถึงได้ผ่านแพ็กเกจ Pro ($20), Max ($100/$200), Team Premium หรือจะจ่ายตามจำนวน token ที่ใช้ก็ได้
🧪 ตัวอย่างจริง + ผลลัพธ์ที่ได้
Claude Code จะโหลดผู้ช่วยย่อยชื่อ "test-writer" ตัวนี้ขึ้นมา ซึ่งเรียกใช้ซ้ำได้เรื่อย ๆ ให้เครื่องมือมันแค่เท่าที่จำเป็น มี prompt เฉพาะทางของตัวเอง และมีพื้นที่ความจำ (context window) แยกเป็นของตัวเอง
ผู้ช่วยย่อยก็คือชุดตั้งค่าที่ใช้ซ้ำได้ ช่วยแยกงานเฉพาะทางออกมาเป็นบทบาทที่ชัดเจน แต่ต้องจำไว้ว่าผู้ช่วยย่อยแต่ละตัวกิน token เต็มอัตราและมีพื้นที่ความจำแยกกัน (เดี๋ยวเราจะโยงเรื่องนี้ไปที่โมดูลเรื่องต้นทุน)
แบบฝึกหัดท้ายโมดูล
- ลงเครื่องมือสักตัวจากสามตัวนี้ แล้วลองใช้ทั้งสามโหมด (เติมโค้ด/แชต/agent) กับ repo ตัวอย่างดู จดไว้ด้วยว่าโหมดไหนเหมาะกับงานแบบไหน
- ลองอธิบายด้วยคำพูดของตัวเองว่า ระบบเครดิตรวม (credit pool) ของ Cursor กับ GitHub AI Credits ของ Copilot ต่างจากวิธีคิดเงินแบบเดิมยังไง และทำไมคนใช้ถึงมักสับสนกัน