← กลับหน้าภาพรวม
ระดับ 1 · FOUNDATION

ระดับพื้นฐาน: เริ่มต้นใช้งาน Google Gemini อย่างมั่นใจ

มาทำความรู้จัก Gemini app, ฝึกเขียนคำสั่ง (prompt) ให้ชัด, เข้าใจความสามารถแบบรับได้หลายรูปแบบ (multimodal) และฟีเจอร์เด่นอย่าง Gemini Live

📦 6 โมดูล⏱ 12 ชั่วโมง (6 โมดูล ๆ ละ ~2 ชั่วโมง)

6 โมดูลในระดับนี้: 1.1 รู้จัก Google Gemini: · 1.2 พื้นฐานการเขียน Prompt · 1.3 Multimodal เบื้องต้น: · 1.4 Gemini Live: สนทนาด้วย · 1.5 การใช้งานประจำวัน: สรุ · 1.6 ข้อจำกัดและการใช้งานอย

1.1
โมดูล 1.1

รู้จัก Google Gemini: โมเดล, tier และสิ่งที่ทำได้จริง

รู้จักภาพรวมของ Gemini รุ่นต่าง ๆ ของโมเดล และเข้าใจว่าจะคาดหวังอะไรได้บ้าง

🎯 วัตถุประสงค์การเรียนรู้

  • บอกได้ว่า Gemini app (สำหรับคนใช้ทั่วไป) กับ Gemini API/AI Studio (สำหรับนักพัฒนา) ต่างกันตรงไหน
  • เข้าใจว่าโมเดลตระกูล Gemini 2.5 (Pro/Flash/Flash-Lite) ต่างกันยังไง และทำไมถึงเปลี่ยนมาใช้ Gemini 3 Pro ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อ 18 พ.ย. 2025
  • รู้จักแพ็กเกจการใช้งาน (tier) แต่ละแบบ ทั้ง Free, Google AI Plus, AI Pro, AI Ultra ว่าจ่ายเท่าไหร่ได้ใช้อะไรเพิ่ม

เนื้อหา

Gemini คือ AI ของ Google ที่ตั้งแต่แรกเลยก็ออกแบบมาให้รับได้หลายรูปแบบพร้อมกัน (multimodal) ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูป เสียง หรือวิดีโอ จุดเด่นคืออ่านเนื้อหายาว ๆ ได้ในทีเดียว เพราะมันมีหน่วยความจำของบทสนทนา (context window) ที่ใหญ่มาก ราว 1 ล้าน token (หน่วยนับคำหรือชิ้นส่วนของข้อความ) โมเดลหลักมีอยู่สองตัว ตัวแรกคือ Gemini 2.5 Pro ที่เน้นคิดวิเคราะห์ลึก ๆ (ในรุ่น 2.5 นี้มีโหมดคิดหนักที่ชื่อ Deep Think) อีกตัวคือ Gemini 2.5 Flash ที่วางตัวอยู่ตรงกลางพอดี คือเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย (เปิดใช้จริงเมื่อ 17 มิ.ย. 2025) ต่อมา 18 พ.ย. 2025 Google ก็เปิดตัว Gemini 3 Pro ออกมาเป็นรุ่นท็อปตัวใหม่มาแทน 2.5 Pro สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ดีคือ ฟีเจอร์ต่าง ๆ (Live, Deep Research, Gems, Canvas, Workspace, grounding) ส่วนใหญ่ไม่ได้ผูกติดกับเวอร์ชันของโมเดล พอเปลี่ยนจาก 2.5 ไป 3 ก็เลยยังใช้ได้เหมือนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนบ่อยจริง ๆ คือชื่อรุ่นกับราคาเท่านั้นเอง ส่วนแพ็กเกจการใช้งาน (tier) แบ่งเป็น Free, Google AI Plus, Google AI Pro และ Google AI Ultra ซึ่งฟีเจอร์เก่ง ๆ หลายอย่างจะถูกล็อกไว้ให้เฉพาะแพ็กเกจที่แพงกว่าเท่านั้น

ให้ Gemini อธิบายความสามารถและข้อจำกัดของตัวเอง
ฉันเป็นพนักงานออฟฟิศที่เพิ่งเริ่มใช้ Google Gemini ช่วยอธิบายสั้น ๆ ว่า Gemini ช่วยงานเอกสารและวิเคราะห์ข้อมูลอะไรได้บ้าง และมีเรื่องอะไรที่ฉันไม่ควรเชื่อผลลัพธ์ 100% พร้อมยกตัวอย่างงานที่เหมาะและไม่เหมาะ
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

Gemini จะไล่บอกว่างานแบบไหนมันช่วยได้ดี (สรุปเอกสารยาว ๆ ร่างอีเมล วิเคราะห์ตาราง) พร้อมเตือนข้อจำกัดของตัวเอง เช่น บางทีมันก็มั่วข้อมูลได้ (hallucination) ข้อมูลบางอย่างอาจจะเก่าเกินช่วงที่มันเรียนรู้มา (knowledge cutoff) และตัวเลขต่าง ๆ เราควรเช็กกับความเป็นจริงทุกครั้ง

จุดสอน

ให้เห็นว่าแม้แต่ Gemini เองก็ยอมรับว่าตัวเองมีข้อจำกัด คนที่ใช้เป็นมืออาชีพต้องยึดหลัก 'ตรวจทานทุกครั้ง' ไม่ใช่เชื่อทุกคำที่มันตอบ และต้องรู้ด้วยว่าถ้าไม่ได้เปิดให้มันค้นข้อมูลสด (Search grounding) มันจะไม่รู้เรื่องใหม่ ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้น

เลือกโมเดล/tier ให้เหมาะกับงาน
ทีมของฉันต้องสรุปเอกสารสัญญายาวหลายสิบหน้าเป็นประจำ และบางครั้งต้องสร้างรูปประกอบสไลด์ ช่วยแนะนำว่าฉันควรใช้ Gemini tier ไหน และควรใช้โมเดลแบบ Pro หรือ Flash เพราะอะไร
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

Gemini จะอธิบายว่างานสรุปเอกสารยาว ๆ นั้นได้ประโยชน์จากหน่วยความจำ (context) ราว 1 ล้าน token ซึ่งมีทั้งใน Pro และ Flash แล้วแนะนำให้ใช้ Flash ถ้าอยากได้เร็วและประหยัด ส่วน Pro ให้ใช้ตอนที่อยากได้คำตอบที่คิดลึก ๆ พร้อมบอกด้วยว่าการสร้างรูปกับฟีเจอร์ Workspace ต้องใช้แพ็กเกจแบบเสียเงิน (AI Pro/Ultra)

จุดสอน

สอนให้จับคู่ 'งาน → โมเดล → แพ็กเกจ' ให้เป็น และย้ำว่าฟีเจอร์เก่ง ๆ ที่สุด (Workspace แบบเต็ม, Deep Think, Veo ความละเอียดสูง) มักต้องจ่ายเงิน และบางทีก็เปิดให้ใช้เฉพาะบางประเทศเท่านั้น

แบบฝึกหัดท้ายโมดูล

  1. ลองจับคู่งาน 5 แบบ (เช่น สรุป PDF, ถอดเสียงจากที่ประชุม, สร้างรูปโปสเตอร์, วิเคราะห์ตาราง, ค้นคว้าทำรายงาน) เข้ากับโมเดล/แพ็กเกจ (tier) ที่เหมาะกับงานนั้น พร้อมบอกเหตุผลว่าทำไม
  2. ทำตารางเทียบแพ็กเกจ Free / AI Plus / AI Pro / AI Ultra ว่าแต่ละอันได้ใช้ฟีเจอร์อะไรเพิ่มบ้าง โดยเอาข้อมูลจากที่ Gemini ตอบมา แล้วเช็กอีกทีกับหน้าเว็บสมัครจริง
1.2
โมดูล 1.2

พื้นฐานการเขียน Prompt ที่ชัดเจนและได้ผล

คำสั่งที่ดีมีอะไรบ้าง: บอกบทบาท เล่าที่มา สั่งงาน และบอกว่าอยากได้คำตอบหน้าตาแบบไหน

🎯 วัตถุประสงค์การเรียนรู้

  • เขียนคำสั่ง (prompt) ให้ครบ คือบอกบทบาท เล่าที่มา สั่งงาน และบอกว่าอยากได้คำตอบหน้าตาแบบไหน
  • ทำให้คำสั่งดีขึ้นด้วยการยกตัวอย่างให้ดู และตั้งกรอบ (constraints) ไว้ เพื่อคุมคุณภาพคำตอบ
  • ถามต่อไปเรื่อย ๆ (follow-up) เพื่อค่อย ๆ ปรับคำตอบทีละนิดจนได้อย่างที่ต้องการ

เนื้อหา

คำสั่ง (prompt) ที่ดีควรบอกให้ครบและชัด คือ บอกว่าอยากให้ Gemini สวมบทเป็นใคร (เช่น นักเขียนคำโฆษณา) เล่าที่มาที่ไปของงาน บอกว่าให้ทำอะไร แล้วบอกด้วยว่าอยากได้คำตอบหน้าตาแบบไหน (เช่น เป็นตาราง เป็นหัวข้อย่อย ยาวแค่ไหน) ถ้ายกตัวอย่างให้ดูด้วย (few-shot) แล้วตั้งกรอบไว้ เช่น น้ำเสียงแบบไหน คนอ่านเป็นใคร ยาวเท่าไหร่ คำตอบจะยิ่งตรงใจ และเพราะ Gemini คุยโต้ตอบกันได้ เราจึงถามต่อไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ ปรับทีละนิดได้ ซึ่งเป็นวิธีทำงานที่ได้ผลดีมาก

prompt ร่างอีเมลธุรกิจแบบมีโครงสร้าง
ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ ช่วยร่างอีเมลภาษาไทยแบบเป็นทางการแต่อบอุ่น ถึงลูกค้าองค์กรเพื่อขอโทษที่การจัดส่งล่าช้า 3 วัน เสนอส่วนลด 10% ในออเดอร์ถัดไป ความยาวไม่เกิน 150 คำ ลงท้ายด้วยการเปิดโอกาสให้ติดต่อกลับ
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

อีเมลภาษาไทยที่มีคำขึ้นต้น ขอโทษอย่างจริงใจ บอกสาเหตุสั้น ๆ เสนอส่วนลด และปิดท้ายด้วยช่องทางติดต่อ ทั้งหมดอยู่ในความยาวที่สั่งไว้

จุดสอน

แยกให้เห็นว่าคำสั่ง (prompt) ประกอบด้วยอะไรบ้าง คือ บทบาท (ผู้จัดการ) + งาน (ร่างอีเมล) + กรอบที่ตั้งไว้ (น้ำเสียง/ความยาว/สิ่งที่ต้องมี) พอบอกครบ คำตอบก็จะตรงและแทบไม่ต้องแก้

แบบฝึกหัดท้ายโมดูล

  1. เอาคำสั่ง (prompt) สั้น ๆ ห้วน ๆ ที่ให้มา (เช่น 'เขียนโพสต์ขายของ') มาเติมให้ครบทั้งบทบาท ที่มา งาน และหน้าตาคำตอบที่อยากได้ แล้วลองเทียบผลลัพธ์ก่อนกับหลัง
  2. ถามต่อ (follow-up) อย่างน้อย 3 ครั้ง เพื่อปรับข้อความประกาศภายในบริษัทให้สั้นลง เปลี่ยนน้ำเสียง และเติมประโยคชวนให้ลงมือทำ (call-to-action)
1.3
โมดูล 1.3

Multimodal เบื้องต้น: อัปโหลดรูป PDF และไฟล์เพื่อวิเคราะห์

ใช้จุดแข็งตัวจริงของ Gemini คือเข้าใจสื่อหลายแบบพร้อมกันได้ในคำสั่งเดียว

🎯 วัตถุประสงค์การเรียนรู้

  • อัปโหลดรูปภาพ ไฟล์ PDF และเอกสารต่าง ๆ เข้าไปให้ Gemini สรุปและวิเคราะห์ให้
  • ถามเจาะลึกเข้าไปในเนื้อหาของไฟล์ที่เราอัปโหลดขึ้นไป
  • เข้าใจว่า Gemini รับสิ่งที่เราป้อนเข้าไป (input) แบบผสมกันได้ ทั้งข้อความ รูป และเอกสาร ในคำสั่งเดียว ไม่ต้องแยกทำทีละอย่าง

เนื้อหา

เพราะ Gemini ถูกออกแบบมาให้รับได้หลายรูปแบบตั้งแต่แรก (multimodal) มันเลยรับสิ่งที่เราป้อนเข้าไปแบบผสมกันได้ในคำสั่งเดียว ทั้งข้อความยาว ๆ รูปภาพ ภาพหน้าจอ ไฟล์ PDF เสียง และวิดีโอ ความสามารถในการอ่านและเข้าใจข้อความ รูป เสียง วิดีโอ พวกนี้เป็นของจริงและใช้ได้ดีแล้ว คนที่เพิ่งเริ่มควรลองเริ่มจากอัปโหลดรูปหรือไฟล์ PDF แล้วถามอะไรเจาะจง ๆ เช่น ให้สรุปประเด็น ดึงตัวเลขออกมา หรืออธิบายว่าในรูปมีอะไร ความสามารถนี้ได้ประโยชน์เต็ม ๆ จากหน่วยความจำ (context) ราว 1 ล้าน token ที่รับเอกสารยาว ๆ ได้สบาย

วิเคราะห์ภาพถ่ายใบเสร็จ/เอกสาร
นี่คือรูปถ่ายใบเสร็จค่าใช้จ่ายการเดินทาง ช่วยดึงข้อมูลออกมาเป็นตาราง: วันที่ ร้านค้า หมวดค่าใช้จ่าย และยอดเงิน แล้วรวมยอดทั้งหมดให้ด้วย ถ้าอ่านรายการไหนไม่ชัดให้ทำเครื่องหมาย [ตรวจสอบ]
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

ตารางที่ดึงข้อมูลออกมาจากภาพใบเสร็จ พร้อมยอดรวม และทำเครื่องหมายไว้ตรงรายการที่อ่านไม่ชัด

จุดสอน

เห็นพลังของการรับได้หลายรูปแบบ (multimodal) แบบชัด ๆ คือจากรูปเดียวก็ได้ข้อมูลจัดเป็นตารางเรียบร้อย สอนให้สั่งมันทำเครื่องหมายตรงจุดที่ไม่แน่ใจไว้ด้วย จะได้ลดโอกาสที่มันเดา (มั่ว) ตัวเลขให้เรา

สรุป PDF ยาวและตอบคำถามเจาะจง
ฉันแนบไฟล์คู่มือพนักงาน PDF จำนวน 40 หน้ามาให้ ช่วยสรุปนโยบายการลาทั้งหมดเป็น bullet และตอบด้วยว่าพนักงานทดลองงานมีสิทธิ์ลาพักร้อนหรือไม่ พร้อมอ้างอิงหน้าที่พบข้อมูล
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

สรุปนโยบายการลาออกมาเป็นหัวข้อย่อย (bullet) พร้อมตอบเฉพาะเรื่องพนักงานทดลองงาน และบอกเลขหน้าที่อ้างอิงมาจากเอกสาร

จุดสอน

สอนให้ขอ 'เลขหน้าอ้างอิง' ทุกครั้งเวลาทำงานกับเอกสารยาว ๆ จะได้ย้อนกลับไปตรวจได้ และได้ใช้หน่วยความจำ (context) ก้อนใหญ่ ๆ กับเอกสารจริง

แบบฝึกหัดท้ายโมดูล

  1. ถ่ายรูปสไลด์ในที่ประชุมหรือกระดานไวต์บอร์ด แล้วให้ Gemini เปลี่ยนเป็นบันทึกการประชุมที่มีหัวข้อและรายการสิ่งที่ต้องทำ (action items)
  2. อัปโหลดไฟล์ PDF ที่เป็นรายงานหรือคู่มือ 1 ฉบับ แล้วถามเจาะจง 3 ข้อ พร้อมขอให้บอกเลขหน้าที่อ้างอิงทุกครั้ง
1.4
โมดูล 1.4

Gemini Live: สนทนาด้วยเสียงพร้อมกล้องและแชร์หน้าจอ

โหมดคุยด้วยเสียงสด ๆ บนมือถือ ที่ชี้กล้องไปคุยเรื่องของสิ่งต่าง ๆ ได้

🎯 วัตถุประสงค์การเรียนรู้

  • ใช้ Gemini Live คุยด้วยเสียงโต้ตอบกันสด ๆ บนแอปมือถือ
  • ใช้กล้องสดและแชร์หน้าจอ เพื่อให้ Gemini เห็นสิ่งที่เรากำลังมองอยู่
  • เอา Gemini Live ไปใช้จริง เช่น ฝึกพูด ถามว่าของชิ้นนี้คืออะไร หรือช่วยแก้ปัญหาที่ติดอยู่บนหน้าจอ

เนื้อหา

Gemini Live คือโหมดคุยด้วยเสียงแบบสด ๆ ในแอปมือถือ (ใช้ฟรีทั้ง Android และ iOS) รองรับมากกว่า 45 ภาษา ใน 150 กว่าประเทศ จุดเด่นคือใช้กล้องสดและแชร์หน้าจอได้ เราชี้กล้องไปที่ของสิ่งหนึ่งแล้วคุยเรื่องของมันได้เลยทันที หรือจะแชร์หน้าจอให้มันช่วยดูก็ได้ เหมาะเวลาที่พิมพ์ไม่สะดวก เช่น ตอนเดินทาง ฝึกพูดคุย หรือต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ใช้กล้องสดสอบถามข้อมูลสิ่งของ
(เปิด Gemini Live เปิดกล้อง ชี้ไปที่อุปกรณ์ในครัวแล้วพูด) 'ฉันกำลังชี้กล้องไปที่เครื่องนี้อยู่ ช่วยบอกหน่อยว่ามันคืออะไร ใช้ทำอะไร และมีวิธีทำความสะอาดที่ปลอดภัยอย่างไร'
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

Gemini ตอบกลับมาด้วยเสียงแบบสด ๆ บอกว่ามันเห็นอะไรจากกล้อง พร้อมอธิบายว่าใช้ทำอะไรและทำความสะอาดยังไง

จุดสอน

โชว์ให้เห็นว่ากล้องสดกับเสียงใช้ได้จริง สอนให้พูดเล่าที่มาที่ไปให้ชัด และย้ำว่าฟีเจอร์นี้ใช้ได้ฟรีบนมือถือ

แบบฝึกหัดท้ายโมดูล

  1. ใช้ Gemini Live ฝึกบทสนทนาภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น จำลองสถานการณ์การประชุมงาน แล้วขอให้มันติชม (feedback) การออกเสียงของเรา
  2. แชร์หน้าจอตอนที่กำลังตั้งค่าแอปหรือเว็บที่ติดปัญหาอยู่ แล้วให้ Gemini Live พาเราแก้ทีละขั้น
1.5
โมดูล 1.5

การใช้งานประจำวัน: สรุป ร่าง แปล และระดมความคิด

งานที่ Gemini ช่วยได้ดีตั้งแต่วันแรกในการทำงานจริง

🎯 วัตถุประสงค์การเรียนรู้

  • ใช้ Gemini สรุปเนื้อหายาว ๆ ร่างเอกสาร และแปลภาษาให้ออกมาดี
  • ใช้ Gemini ช่วยคิดไอเดียและจัดระเบียบงานให้เป็นรูปเป็นร่าง
  • ตรวจทานและปรับคำตอบให้เข้ากับที่ทำงานของเราก่อนเอาไปใช้จริง

เนื้อหา

งานที่ Gemini ช่วยได้ดีตั้งแต่แรก ได้แก่ สรุปเนื้อหายาว ๆ ร่างและเกลาข้อความ แปลภาษา และช่วยคิดไอเดีย งานพวกนี้ได้ประโยชน์เต็ม ๆ จากการที่มันรับได้หลายรูปแบบ (multimodal) และมีหน่วยความจำก้อนใหญ่ (context) แต่คนที่ใช้เป็นมืออาชีพต้องตรวจทานคำตอบทุกครั้ง เพราะบางทีมันก็มั่วข้อมูลได้ (hallucinate) และมันจะไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นหลังช่วงที่มันเรียนรู้มา (knowledge cutoff ราว ม.ค. 2025) ถ้าเราไม่ได้เปิดให้มันค้นข้อมูลสด (Search grounding)

ระดมความคิดพร้อมจัดหมวดหมู่
ช่วยระดมไอเดียกิจกรรม CSR สำหรับบริษัทซอฟต์แวร์ขนาด 200 คนในกรุงเทพฯ ให้ 12 ไอเดีย จัดกลุ่มเป็น 3 หมวด (สิ่งแวดล้อม การศึกษา ชุมชน) แต่ละไอเดียบอกงบประมาณคร่าว ๆ ระดับ (ต่ำ/กลาง/สูง) และผลลัพธ์ที่คาดหวัง
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

ไอเดีย 12 อันแบ่งเป็น 3 หมวด แต่ละอันบอกระดับงบและผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้

จุดสอน

สอนให้สั่งมัน 'จัดระเบียบ' คำตอบให้ ไอเดียที่คิดมาจะได้เอาไปใช้ได้จริง และเตือนให้เช็กตัวเลขงบประมาณกับของจริงทุกครั้ง

แบบฝึกหัดท้ายโมดูล

  1. เอาบทความหรือข้อความถอดเสียง (transcript) ยาว ๆ 1 ชิ้น มาให้ Gemini สรุปเป็น 3 แบบ (แบบ 1 ประโยค / แบบ 5 หัวข้อย่อย / แบบครึ่งหน้า)
  2. ให้ Gemini แปลเอกสารสั้น ๆ จากไทยเป็นอังกฤษแบบภาษาธุรกิจ แล้วขอให้อธิบายด้วยว่าเลือกใช้คำเฉพาะทางแต่ละคำเพราะอะไร พร้อมตรวจทานความถูกต้อง
1.6
โมดูล 1.6

ข้อจำกัดและการใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ

รู้ว่ามันทำอะไรได้แค่ไหน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และระวังเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล

🎯 วัตถุประสงค์การเรียนรู้

  • บอกข้อจำกัดหลัก ๆ ของ Gemini ได้ คือ มันมั่วข้อมูลได้ (hallucination) ข้อมูลอาจเก่าเกินช่วงที่มันเรียนรู้มา (knowledge cutoff) และฟีเจอร์บางอย่างถูกล็อกไว้ตามแพ็กเกจ
  • วางขั้นตอนตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเอาคำตอบไปใช้จริง
  • ระวังเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล เวลาป้อนข้อมูลขององค์กรเข้าไป

เนื้อหา

ถึง Gemini จะเก่ง แต่ก็มีข้อจำกัดที่เราต้องรู้ไว้ อย่างแรกคือมันมั่วข้อมูลได้ (hallucination) (Google เองก็บอกไว้ในเอกสารข้อมูลโมเดล), อย่างที่สองคือข้อมูลของมันอาจเก่าเกินช่วงที่เรียนรู้มา (knowledge cutoff ราว ม.ค. 2025 สำหรับรุ่นใหม่ ๆ) เลยไม่รู้เรื่องใหม่ ๆ ถ้าเราไม่เปิดให้มันค้นข้อมูลสด (Search grounding), อย่างที่สามคือวิดีโอที่มันสร้างยังสั้นอยู่ (ราว 8 วินาที), อย่างที่สี่คือโมเดลแชตหลักไม่ได้สร้างวิดีโอหรือรูปเอง แต่ไปเรียกใช้โมเดลเฉพาะทางแยกต่างหาก, และอย่างสุดท้ายคือฟีเจอร์เก่ง ๆ หลายอย่างต้องจ่ายเงินหรือใช้ได้เฉพาะบางประเทศ (Deep Think, Workspace แบบเต็ม, Veo ความละเอียดสูง มักเปิดให้สหรัฐฯ และภาษาอังกฤษก่อน) คนที่ใช้เป็นมืออาชีพเลยต้องมีขั้นตอนตรวจสอบ และระวังอย่าเผลอป้อนข้อมูลที่เป็นความลับเข้าไป

ทดสอบและตรวจจับ hallucination
ช่วยสรุปข้อกฎหมายแรงงานไทยเรื่องค่าชดเชยการเลิกจ้างล่าสุด และบอกด้วยว่าข้อมูลนี้อ้างอิงจากช่วงเวลาใด ส่วนไหนที่คุณไม่แน่ใจหรืออาจล้าสมัย ให้ระบุให้ชัดว่าฉันควรไปตรวจสอบกับแหล่งใด
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

Gemini สรุปเนื้อหาให้พร้อมเตือนว่าข้อมูลอาจเก่าเกินช่วงที่มันเรียนรู้มา (knowledge cutoff) และแนะนำให้ไปเช็กกับประกาศราชการหรือกรมสวัสดิการฯ อีกที

จุดสอน

สอนเทคนิค 'ให้มันบอกจุดที่ตัวเองไม่แน่ใจ' และย้ำว่าเรื่องกฎหมาย ตัวเลข และเหตุการณ์ใหม่ ๆ ต้องเช็กกับแหล่งจริงทุกครั้ง

แบบฝึกหัดท้ายโมดูล

  1. ทำเช็กลิสต์ (checklist) ส่วนตัว 5 ข้อ ไว้ตรวจคำตอบของ Gemini ก่อนเอาไปใช้กับงานสำคัญ
  2. เขียนแนวทางสั้น ๆ ให้ทีม ว่าข้อมูลแบบไหนห้ามป้อนเข้า Gemini เด็ดขาด (เช่น ข้อมูลลูกค้าที่ระบุตัวตนได้ ความลับทางการค้า) และเพราะอะไร

🎯 Mini-Project ระดับพื้นฐาน: ผู้ช่วยงานประจำวันส่วนตัวด้วย Gemini

  1. เลือกงานที่ทำอยู่จริง ๆ ในแต่ละวันมา 1 อย่าง (เช่น สรุปอีเมล จัดการเอกสาร ฝึกภาษา) แล้วออกแบบชุดคำสั่ง (prompt) ที่หยิบมาใช้ซ้ำได้เรื่อย ๆ
  2. ใช้ความสามารถแบบรับได้หลายรูปแบบ (multimodal) อัปโหลดไฟล์จริง (PDF หรือรูป) อย่างน้อย 1 ไฟล์ เพื่อให้มันสรุปหรือดึงข้อมูลออกมา พร้อมขอให้บอกเลขหน้าอ้างอิง
  3. ลองใช้ Gemini Live ด้วยเสียงบวกกล้อง อย่างน้อย 1 สถานการณ์ แล้วจดผลไว้
  4. ทำเช็กลิสต์ (checklist) ไว้ตรวจข้อเท็จจริงและความปลอดภัยของข้อมูล พร้อมจดจุดที่เจอข้อจำกัด (เช่น ข้อมูลล้าสมัย) ในงานของตัวเอง
  5. นำเสนอผลลัพธ์ก่อนกับหลังใช้ Gemini พร้อมเล่าสิ่งที่ได้เรียนรู้ 5 นาที
ก้าวต่อไป

ระดับกลาง: สร้างเวิร์กโฟลว์มืออาชีพด้วยฟีเจอร์เด่นของ Gemini

ไปต่อ →